ราล์ฟไฟน์ส บทบาทและความทะเยอทะยานในฐานะคนทำหนัง

ราล์ฟไฟน์ส

ราล์ฟไฟน์ส นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษในหนังสงครามสีขาวดำ Schindler’s List ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งสุดท้ายแล้วเข้าชิงออสการ์ถึง 12 สาขา รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย ตัวไฟนส์เองได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขาสมทบชายยอดเยี่ยม จากบท อาม็อน เกิธ นายทหารสัญญาบัตรชาวออสเตรียแห่งพรรคนาซีผู้โหดเหี้ยม

ในปีนี้ เราจะได้ดูหนังที่ไฟน์สกำกับเป็นลำดับที่สามของเขาอย่าง The White Crow หนังร่วมทุนสร้างของสหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศส เล่าเรื่องของ รูดอล์ฟ นูเรเยฟ นักเต้นชาวโซเวียตที่ปฏิวัติวงการบัลเล่ต์ของรัสเซียในยุค 60 และมันก็ได้กลายมาเป็นหนังที่น่าจับตาของหลายๆ เทศกาลหนังที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา โดยได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังนานาชาติโตเกียวด้วย

และนี่คือหนังจากการหวนกลับมากำกับในรอบห้าปีของไฟน์ส ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนโตของน้องๆ อีกห้าคน -ซึ่งในเวลาต่อมา ห้าคนจากหกเติบโตทำงานในสายอาชีพศิลปะและการแสดงทั้งสิ้น- แสดงละครเวทีจนประสบความสำเร็จก่อนก้าวเข้ามาสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเริ่มจากการแสดงในมินิซีรีส์ออกฉายที่บ้านเกิดในปี 1991 ดังนั้นจึงนับว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วทีเดียวสำหรับการแจ้งเกิดในวงกว้างจากหนังของสปีลเบิร์ก

และหากไล่ดูหนังที่ไฟน์สแสดงในช่วงเวลานั้นๆ ก็อาจจะพบว่าเขาเป็นนักแสดงที่เฉียบคมเสมอในการเลือกบท เลือกหนังและเลือกผู้กำกับที่จะทำงานด้วย ปีต่อมาเขาแสดงหนังชิงรางวัลออสการ์อย่าง Quiz Show (1994, โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) หนังที่สร้างจากเรื่องจริงยุค 50 ที่รายการเกมโชว์ในอเมริการุ่งเรืองสุดขีด โดยความประสาทกินของหนังเริ่มขึ้นเมื่อผู้เข้าแข่งขันสงสัยว่าเบื้องหลังรายการนั้นมีการ ‘เตี๊ยม’ กันกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นไว้ก่อนแล้ว จนสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรายการไปโดยปริยาย และ Strange Days (1995, แคธรีน บิเกโลว์) หนังวิพากษ์เจ้าหน้าที่รัฐอย่างดุเดือดสไตล์ผู้กำกับหญิงแกร่งอย่างบิเกโลว์ ตามมาด้วยหนังที่ส่งเขาชิงออสการ์อีกครั้งอย่าง The English Patient (1996, แอนโธนี มิงเกลลา) หนังร่วมสองสัญชาติ สหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักรที่กวาดรางวัลออสการ์มาได้เก้ารางวัลถ้วน (แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเลือกแต่หนังอลังการเสมอไป เพราะต่อมา ไฟน์สจับพลัดจับผลูไปอยู่ในหนังเจ๊งระเบิดอย่าง The Avengers หนังไซ-ไฟบ้าพลังที่ได้นักแสดงเบอร์ใหญ่ทั้งไฟน์ส, อูมา เธอร์แมนและฌอน คอนเนอรี แต่แป้กสนั่น หรืออยู่ในหนังรอม-คอมน่ารักน่าชังอย่าง Maid in Manhattan ก็มีมาแล้ว) และในเวลาต่อมา ไฟน์สก็ได้กลายเป็นวายร้ายในโลกพ่อมดแม่มดของเหล่าเด็กๆ จากการรับบทเป็น ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ในจักรวาลหนังแฟรนไชส์ Harry Potter

หากแต่สิ่งที่เป็นเสมือนแรงขับลึกๆ ของไฟน์สตลอดมาคือการลองทำหนังของตัวเองบ้าง และเขาประเดิมด้วย Coriolanus (2011) หนังดราม่า-ธริลเลอร์ที่ดัดแปลงมาจากบทละครชื่อเดียวกันของ วิลเลียม เชคสเปียร์ โดยนอกจากกำกับแล้วเขายังรับบทนำเป็น คอริโอลานัส นายพลที่ถูกหักหลังและเนรเทศออกจากประเทศจนต้องหันหน้าไปร่วมมือกับ ออฟิเดียส (เจอร์ราด บัตเลอร์) ศัตรูตลอดกาลของเขา

อย่างไรก็ตาม ไฟน์สเคยแสดง Coriolanus แล้วในเวอร์ชั่นละครเวทีเมื่อปี 2000 และการหวนกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้งในฐานะคนทำหนัง เขาก็คงถ้อยคำจากบทละครของเช็คสเปียร์ไว้เช่นเดิม “ผมอยากลองเล่นบทบาทนี้อีกครั้ง รู้สึกเหมือนยังไม่สุดกับงานนี้น่ะ” เขาว่า “บทบาทนี้มันดีมากๆ และต้องการได้รับการตีความใหม่อีกหน มันอยู่ในเนื้อตัวผมตลอดเวลาและผมเชื่อเสมอว่า มันสามารถเอามาทำเป็นหนังได้

“นั่นเพราะเรื่องของการเมืองและสงครามมันมีความร่วมสมัยอยู่ ทั้งความโกรธขึ้งของประชาชน, ผู้นำที่เป็นเผด็จการ, วิธีทางการเมืองต่างๆ ซึ่งมันคือโลกที่พวกเราอยู่ มันมีทั้งการเลือกตั้ง ทั้งความวุ่นวายในพม่าและกรีซ สงครามในสาธารณรัฐเชเชน (รัฐในประเทศรัสเซีย) และอัฟกานิสถาน”

ความทะเยอทะยานของไฟน์ส -ที่สะท้อนผ่านการกำกับหนังดราม่าเรื่องยากที่ดัดแปลงมาจากบทละครของนักประพันธ์ชื่อก้องโลก- ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะในอีกสองปีถัดมา เขากำกับ The Invisible Woman (2013) เล่าถึงชีวิตของนักเขียนชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เจ้าของวรรณกรรมอมตะอย่าง Great Expectations (ซึ่งต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ปี 2012 โดย ไมค์ นีเวลล์ และตัวไฟน์สก็แสดงนำในหนังด้วย) และ Oliver Twist โดยมุ่งเน้นไปยังชีวิตรักของเขาภายหลังจากที่ดิกเกนส์ (ไฟน์ส) ประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียน โดยเขาหลงรัก เนลลี (เฟลิซิตี โจนส์) สาวน้อยที่มาจากคนละชนชั้นกับเขาอย่างหมดหัวใจ และหล่อนได้กลายมาเป็นความลับของดิกเกนส์จนกระทั่งในวาระสุดท้ายของเขา และเช่นเดียวกันกับหนังเรื่องก่อนที่เขาทั้งกำกับและนำแสดงเอง “ผมชอบนะ เป็นหุ่นเชิดให้ตัวเองในงานของตัวเอง แต่ถึงยังไงเราก็ยังต้องการคนมาให้คำแนะนำหรือออกความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ดี มันยากมากจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆ ทั้ง ออร์สัน เวลล์ส, ลอเรนซ์ โอลิเวียร์, คลินต์ อีสต์วูด หรือ เควิน โคสต์เนอร์ ทำกันมาโดยตลอดได้ยังไง”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะแสดงในหนังที่สร้างมาจากหนังสือของดิกเกนส์ และกำกับหนังที่ว่าด้วยชีวิตของดิกเกนส์ทั้งยังแสดงเป็นดิกเกนส์เองอีก แต่ไฟน์สก็ออกตัวว่าเขาไม่ใช่แฟนคลับของนักเขียนชื่อดังรายนี้นัก เพราะเอาเข้าจริงๆ ท่ามกลางคลังต้นฉบับมหาศาลของดิกเกนส์ ไฟน์สเคยอ่านแค่เรื่อง Little Dorrit เท่านั้น “การได้แสดงเป็น แม็กวิตช์ ใน Great Expectations ไม่ได้ช่วยอะไรผมในการแสดงเป็นดิกเกนส์เลย ว่ากันเรื่องการแสดง สองบทบาทนี้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง” เขาเล่า “แต่ผมคิดว่า Great Expectations เป็นวรรณกรรมที่มาจากตัวดิกเกนส์และเนลลี ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเอสเตลลาและพิพ (ตัวละครในหนังสือ) น่ะครับ”

และ The White Crow คือโปรเจ็กต์หนังล่าสุดของไฟน์สที่เขากำกับและนำแสดงเอง ซึ่งเขาทุ่มเทให้หนังเรื่องนี้เสียจนหายไปจากการแสดงในหนังของผู้กำกับคนอื่นๆ อยู่ร่วมสองปี โดยดัดแปลงมาจากหนังสือชีวประวัติของนูเรเยฟอย่าง Rudolf Nureyev: The Life และได้นักเขียนบทชื่อดังอย่าง เดวิด แฮร์ (The Reader, The Hours) มาเขียนบทให้ จับจ้องไปยังชีวิตของนูเรเยฟเมื่อเขาหลบหนีจากสหภาพโซเวียตและออกเดินทางไปสู่ฝรั่งเศส สร้างชื่อและปรากฏการณ์ในโลกตะวันตกอย่างทรงพลัง โดยหนังได้ โอเล็ก อีวานโก นักเต้นบัลเล่ต์อาชีพวัย 22 ชาวรัสเซียมารับบทเป็นนูเรเยฟ ร่วมด้วยนักแสดงหลากสัญชาติทั้งตัวไฟน์สเองซึ่งเป็นคนอังกฤษ, หลุยส์ ฮอฟมันน์ (เยอรมัน), อาเดล เอ็กซาโคปูโลส (ฝรั่งเศส)

“ผมไม่ได้อยากแสดงหนังเรื่องนี้เลยนะ ตอนแรกน่ะ” ไฟน์สกล่าว “แต่คิดว่าถ้าผม -ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง- แสดงหนังเรื่องนี้ก็คงช่วยเรื่องรายได้หนังนะครับ เลยต้องไปเรียนภาษารัสเซียเพราะในเรื่องต้องพูดด้วย แต่อย่างไรก็ดี ตัวผมเองสนใจวัฒนธรรมและวรรณกรรมของรัสเซียอยู่แล้ว จะมีก็แต่บัลเล่ต์ที่ผมไม่สันทัดเลย ก็เลยต้องไปศึกษาเรื่องนี้เพิ่มด้วย”

หากแต่สิ่งที่จับใจไฟน์สนั้น คือการเดินทางและชีวิตอันสมบุกสมบันของนูเรเยฟ “ชีวิตวัยเด็กของเขา วัยเรียน และการจากโซเวียตมาฝรั่งเศส สำหรับผมแล้วมันสามารถสร้างเป็นหนังได้เลย”

The White Crow มีกำหนดฉายทั่วโลกราวเดือนมีนาคมนี้ และดูท่าจะไปได้สวยทีเดียว หากแต่สิ่งที่น่าจับตาคือโปรเจ็กต์การกำกับชิ้นต่อไปของไฟน์สเองด้วย ว่าความทะเยอทะยานของเขา ที่ผลัดขนจากการเป็นนักแสดงมาสู่การเป็นคนทำหนัง จะออกมาทิศทางไหน และเขาจะนำเสนออะไรใหม่ๆ มาให้พวกเราได้ดูกันอีก

บาคาร่า