เคตวินสเล็ต เห็นด้วย โรส ปล่อยให้ แจ็ค แช่น้ำจนแข็งตายในไททานิค

เคตวินสเล็ต

เคตวินสเล็ต เห็นด้วย โรส

เคตวินสเล็ต รับแล้ว โรส ปล่อยให้ แจ็ค ตาย ทั้งที่ไม้กระดานในฉากของ ไททานิค น่าจะมีที่ว่างพอสำหรับ 2 คน

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ในตำนานที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของทุกคนจนถึงขณะนี้ สำหรับ ไททานิค (Titanic) ภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยฉากรักโรแมนติก ตลอดจนฉากเรียกน้ำตาที่ แจ็ค ดอว์สัน ยอมเป็นฝ่ายเกาะไม้กระดานขณะที่แช่น้ำเย็นจัด เพื่อช่วยให้ โรส รอดชีวิตอยู่บนแผ่นไม้กระดานนั้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าภาพดังกล่าวจะสร้างความประทับใจให้ผู้ชม แต่ก็ก่อให้เกิดคำถามคาใจคอหนังมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ว่าเหตุใด โรส จึงปล่อยให้ แจ็ค ตาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม้กระดานดังกล่าวน่าจะมีที่ว่างพอสำหรับคน 2 คน

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่ได้มีเพียงผู้ชมเท่านั้นที่คิดเช่นนั้น เพราะแม้แต่ เคต วินสเล็ต (Kate Winslet)

นักแสดงเจ้าของบท โรส จากภาพยนตร์ตัวดังกล่าว ก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากรายงานของเว็บไซต์ washingtonpost เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งได้นำคลิปขณะที่ เคต วินสเล็ต ไปร่วมรายการ “Jimmy Kimmel Live” มาเผยแพร่ ชี้ให้เห็นว่าเธอไม่ได้คิดเข้าข้างตัวละครของเธอเองแม้แต่น้อย

โดยเมื่อพิธีกรพูดถึงความสนิทสนมของ เคต วินสเล็ต กับ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) ผู้รับบท แจ็ค ดอว์สัน ซึ่งยังคงมีมิตรภาพที่ดีต่อกันเรื่อยมา แม้ว่าใน ไททานิค เธอจะเป็นฝ่ายทิ้งให้ แจ็ค แช่น้ำจนแข็งตายก็ตาม นักแสดงหญิงคนดังก็พูดขึ้นทันทีว่า “ฉันเห็นด้วย คุณรู้ไหม ฉันคิดว่าเขาน่าจะปีนขึ้นมาได้นะ”

ในขณะที่พิธีกรเสริมว่า มันมีที่ว่างอีกเยอะเลยบนไม้กระดานนั้น เคทก็ตอบกลับเพียงว่า “ฉันรู้ ฉันรู้”

จากปมคาใจดังกล่าวทำให้หลังจากภาพยนตร์ออกฉายในปี 2540 ก็ได้มีคนจำนวนมากส่งจดหมายเข้าไปถาม เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งต่อมาเจ้าตัวก็ได้ออกมาพูดเพียงว่า การตายของแจ็คเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความโรแมนติกของภาพยนตร์ และเมื่อดูดี ๆ แม้ไม้กระดานจะมีที่ว่างพอสำหรับ 2 คน แต่ปัญหาคือความสมดุล มันอาจจะจมได้หากรับน้ำหนักมากกว่า 1 คน แจ็ค จึงยอมสละมันให้ โรส

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผู้กำกับคนดังออกมาอ้างเช่นนี้ ก็ได้มีบางรายการออกมาทำการทดลองบางอย่าง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้จะยกเรื่องความสมดุลมาพูด แต่ไม้กระดานดังกล่าวก็ยังสามารถรองรับคนถึง 2 คนได้โดยไม่จม ซึ่งนั่นทำให้ เจมส์ คาเมรอน ต้องยอมรับในที่สุดว่าบทระบุมาให้ แจ็ค ต้องตาย ยังไงเขาก็ต้องไม่รอด  บาคาร่า

เจมส์กันน์ เผย เส้นเรื่องของ ร็อกเก็ต จะสิ้นสุดลงในหนัง Guardians of the Galaxy Vol. 3

เจมส์กันน์

เจมส์กันน์ (James Gunn) ผู้กำกับหนังที่ได้กลับมาสานต่อโปรเจกต์ภาคต่อที่สามได้ให้สัมภาษณ์กับทาง deadline ถึงเส้นเรื่องของร็อกเก็ตว่า

เมื่อคุณถามผมว่าอะไรคือสิ่งที่เศร้าเสียใจมากที่สุดสำหรับผมเมื่อมันต้องจบลง และทุกคนในมาร์เวลสามารถบอกคุณได้ มันเป็นเรื่องที่แปลกมาก ๆ และเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นที่มีต่อร็อกเก็ต ร็อกเก็ตคือตัวผม เขาคือตัวผมจริง ๆ แม้ว่ามันจะฟังดูหลงตัวเองก็ตาม กรูทเหมือนเป็นสุนัขของผม ผมรักกรูทในทุก ๆ อย่าง

ผมแทนตัวเป็นร็อกเก็ตและผมรู้สึกเห็นใจในตัวร็อกเก็ต ผมยังรู้สึกส่าเรื่องราวของเขายังไม่สมบูรณ์ เส้นเรื่องของเข้าเริ่มต้นในหนังภาคแรก ต่อด้วยเรื่องราวในหนังภาคต่อที่สอง และมีส่วนร่วมในหนัง Infinity War และ Endgame

หลังจากนี้ผมต้องทำให้เรื่องราวของเขาเสร็จสิ้นในภาคต่อที่สาม ซึ่งมันเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม ไม่เพียงแต่การจบเรื่องราวเท่านั้น แต่ผมยังรู้สึกสบายใจในความจริงที่ว่าพวกเขายังคงใช้สคริปต์ที่ผมเขียนในการดำเนินเรื่องราวอยู่

น่าจะเป็นเรื่องเศร้าไม่น้อยที่แฟน ๆ อาจจะได้เห็นเรื่องราวของร็อกเก็ตเป็นครั้งสุดท้าย เชื่อเหลือเกินว่าตัวละครนี้ในท้ายที่สุดแล้วอาจจะไม่ได้ลาจากกันด้วยความตาย หากจากกันเพื่อการเริ่มต้นเดินทางครั้งใหม่ในเส้นทางของตัวเองก็เป็นได้ และจากที่ เจมส์ กันน์ ได้ให้สัมภาษณ์ไว้แบบนี้ ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่มีนักแสดงบางคนได้อ่านสคริปต์แล้วถึงกับน้ำตาไหลออกมา เชื่อว่า หนัง Guardians of the Galaxy Vol. 3 ร้องไห้หนักมากแน่นอน   บาคาร่า

นาตาลีพอร์ตแมน สวมชุดมนุษย์อวกาศ ในหนังใหม่ Lucy In The Sky

นาตาลีพอร์ตแมน

นาตาลีพอร์ตแมน (Natalie Portman) มาแสดงนำ พร้อมด้วย แดน สตีเวนส์ (Dan Stevens)

พ่อหนุ่มอสูรจาก Beauty and the Beast (2017), จอน แฮมม์ (Jon Hamm)

และสาวผู้โชคดี แซซี บีตซ์ (Zazie Beetz) จาก Deadpool 2 (2018) มาร่วมแสดง

Lucy In The Sky ถือเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ โนอาห์ ฮอว์ลีย์ (Noah Hawley)

โดยหนังว่าด้วยเรื่องราวของมนุษย์อวกาศหญิงที่ไปปฏิบัติภารกิจนอกโลก จนทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไป

หลังเสร็จสิ้นภารกิจกลับมายังโลกเธอไม่สามารถอยู่กับความเป็นจริงได้ ซึ่งหนังวางคิวฉายไว้ในปีนี้

บาคาร่า

ราล์ฟไฟน์ส บทบาทและความทะเยอทะยานในฐานะคนทำหนัง

ราล์ฟไฟน์ส

ราล์ฟไฟน์ส นักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษในหนังสงครามสีขาวดำ Schindler’s List ของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ซึ่งสุดท้ายแล้วเข้าชิงออสการ์ถึง 12 สาขา รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย ตัวไฟนส์เองได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสาขาสมทบชายยอดเยี่ยม จากบท อาม็อน เกิธ นายทหารสัญญาบัตรชาวออสเตรียแห่งพรรคนาซีผู้โหดเหี้ยม

ในปีนี้ เราจะได้ดูหนังที่ไฟน์สกำกับเป็นลำดับที่สามของเขาอย่าง The White Crow หนังร่วมทุนสร้างของสหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศส เล่าเรื่องของ รูดอล์ฟ นูเรเยฟ นักเต้นชาวโซเวียตที่ปฏิวัติวงการบัลเล่ต์ของรัสเซียในยุค 60 และมันก็ได้กลายมาเป็นหนังที่น่าจับตาของหลายๆ เทศกาลหนังที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา โดยได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังนานาชาติโตเกียวด้วย

และนี่คือหนังจากการหวนกลับมากำกับในรอบห้าปีของไฟน์ส ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายคนโตของน้องๆ อีกห้าคน -ซึ่งในเวลาต่อมา ห้าคนจากหกเติบโตทำงานในสายอาชีพศิลปะและการแสดงทั้งสิ้น- แสดงละครเวทีจนประสบความสำเร็จก่อนก้าวเข้ามาสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์โดยเริ่มจากการแสดงในมินิซีรีส์ออกฉายที่บ้านเกิดในปี 1991 ดังนั้นจึงนับว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วทีเดียวสำหรับการแจ้งเกิดในวงกว้างจากหนังของสปีลเบิร์ก

และหากไล่ดูหนังที่ไฟน์สแสดงในช่วงเวลานั้นๆ ก็อาจจะพบว่าเขาเป็นนักแสดงที่เฉียบคมเสมอในการเลือกบท เลือกหนังและเลือกผู้กำกับที่จะทำงานด้วย ปีต่อมาเขาแสดงหนังชิงรางวัลออสการ์อย่าง Quiz Show (1994, โรเบิร์ต เรดฟอร์ด) หนังที่สร้างจากเรื่องจริงยุค 50 ที่รายการเกมโชว์ในอเมริการุ่งเรืองสุดขีด โดยความประสาทกินของหนังเริ่มขึ้นเมื่อผู้เข้าแข่งขันสงสัยว่าเบื้องหลังรายการนั้นมีการ ‘เตี๊ยม’ กันกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นไว้ก่อนแล้ว จนสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของรายการไปโดยปริยาย และ Strange Days (1995, แคธรีน บิเกโลว์) หนังวิพากษ์เจ้าหน้าที่รัฐอย่างดุเดือดสไตล์ผู้กำกับหญิงแกร่งอย่างบิเกโลว์ ตามมาด้วยหนังที่ส่งเขาชิงออสการ์อีกครั้งอย่าง The English Patient (1996, แอนโธนี มิงเกลลา) หนังร่วมสองสัญชาติ สหรัฐอเมริกา-สหราชอาณาจักรที่กวาดรางวัลออสการ์มาได้เก้ารางวัลถ้วน (แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเลือกแต่หนังอลังการเสมอไป เพราะต่อมา ไฟน์สจับพลัดจับผลูไปอยู่ในหนังเจ๊งระเบิดอย่าง The Avengers หนังไซ-ไฟบ้าพลังที่ได้นักแสดงเบอร์ใหญ่ทั้งไฟน์ส, อูมา เธอร์แมนและฌอน คอนเนอรี แต่แป้กสนั่น หรืออยู่ในหนังรอม-คอมน่ารักน่าชังอย่าง Maid in Manhattan ก็มีมาแล้ว) และในเวลาต่อมา ไฟน์สก็ได้กลายเป็นวายร้ายในโลกพ่อมดแม่มดของเหล่าเด็กๆ จากการรับบทเป็น ลอร์ดโวลเดอร์มอร์ ในจักรวาลหนังแฟรนไชส์ Harry Potter

หากแต่สิ่งที่เป็นเสมือนแรงขับลึกๆ ของไฟน์สตลอดมาคือการลองทำหนังของตัวเองบ้าง และเขาประเดิมด้วย Coriolanus (2011) หนังดราม่า-ธริลเลอร์ที่ดัดแปลงมาจากบทละครชื่อเดียวกันของ วิลเลียม เชคสเปียร์ โดยนอกจากกำกับแล้วเขายังรับบทนำเป็น คอริโอลานัส นายพลที่ถูกหักหลังและเนรเทศออกจากประเทศจนต้องหันหน้าไปร่วมมือกับ ออฟิเดียส (เจอร์ราด บัตเลอร์) ศัตรูตลอดกาลของเขา

อย่างไรก็ตาม ไฟน์สเคยแสดง Coriolanus แล้วในเวอร์ชั่นละครเวทีเมื่อปี 2000 และการหวนกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้งในฐานะคนทำหนัง เขาก็คงถ้อยคำจากบทละครของเช็คสเปียร์ไว้เช่นเดิม “ผมอยากลองเล่นบทบาทนี้อีกครั้ง รู้สึกเหมือนยังไม่สุดกับงานนี้น่ะ” เขาว่า “บทบาทนี้มันดีมากๆ และต้องการได้รับการตีความใหม่อีกหน มันอยู่ในเนื้อตัวผมตลอดเวลาและผมเชื่อเสมอว่า มันสามารถเอามาทำเป็นหนังได้

“นั่นเพราะเรื่องของการเมืองและสงครามมันมีความร่วมสมัยอยู่ ทั้งความโกรธขึ้งของประชาชน, ผู้นำที่เป็นเผด็จการ, วิธีทางการเมืองต่างๆ ซึ่งมันคือโลกที่พวกเราอยู่ มันมีทั้งการเลือกตั้ง ทั้งความวุ่นวายในพม่าและกรีซ สงครามในสาธารณรัฐเชเชน (รัฐในประเทศรัสเซีย) และอัฟกานิสถาน”

ความทะเยอทะยานของไฟน์ส -ที่สะท้อนผ่านการกำกับหนังดราม่าเรื่องยากที่ดัดแปลงมาจากบทละครของนักประพันธ์ชื่อก้องโลก- ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะในอีกสองปีถัดมา เขากำกับ The Invisible Woman (2013) เล่าถึงชีวิตของนักเขียนชาวอังกฤษ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เจ้าของวรรณกรรมอมตะอย่าง Great Expectations (ซึ่งต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ปี 2012 โดย ไมค์ นีเวลล์ และตัวไฟน์สก็แสดงนำในหนังด้วย) และ Oliver Twist โดยมุ่งเน้นไปยังชีวิตรักของเขาภายหลังจากที่ดิกเกนส์ (ไฟน์ส) ประสบความสำเร็จในฐานะนักเขียน โดยเขาหลงรัก เนลลี (เฟลิซิตี โจนส์) สาวน้อยที่มาจากคนละชนชั้นกับเขาอย่างหมดหัวใจ และหล่อนได้กลายมาเป็นความลับของดิกเกนส์จนกระทั่งในวาระสุดท้ายของเขา และเช่นเดียวกันกับหนังเรื่องก่อนที่เขาทั้งกำกับและนำแสดงเอง “ผมชอบนะ เป็นหุ่นเชิดให้ตัวเองในงานของตัวเอง แต่ถึงยังไงเราก็ยังต้องการคนมาให้คำแนะนำหรือออกความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ดี มันยากมากจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆ ทั้ง ออร์สัน เวลล์ส, ลอเรนซ์ โอลิเวียร์, คลินต์ อีสต์วูด หรือ เควิน โคสต์เนอร์ ทำกันมาโดยตลอดได้ยังไง”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะแสดงในหนังที่สร้างมาจากหนังสือของดิกเกนส์ และกำกับหนังที่ว่าด้วยชีวิตของดิกเกนส์ทั้งยังแสดงเป็นดิกเกนส์เองอีก แต่ไฟน์สก็ออกตัวว่าเขาไม่ใช่แฟนคลับของนักเขียนชื่อดังรายนี้นัก เพราะเอาเข้าจริงๆ ท่ามกลางคลังต้นฉบับมหาศาลของดิกเกนส์ ไฟน์สเคยอ่านแค่เรื่อง Little Dorrit เท่านั้น “การได้แสดงเป็น แม็กวิตช์ ใน Great Expectations ไม่ได้ช่วยอะไรผมในการแสดงเป็นดิกเกนส์เลย ว่ากันเรื่องการแสดง สองบทบาทนี้มันต่างกันโดยสิ้นเชิง” เขาเล่า “แต่ผมคิดว่า Great Expectations เป็นวรรณกรรมที่มาจากตัวดิกเกนส์และเนลลี ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเอสเตลลาและพิพ (ตัวละครในหนังสือ) น่ะครับ”

และ The White Crow คือโปรเจ็กต์หนังล่าสุดของไฟน์สที่เขากำกับและนำแสดงเอง ซึ่งเขาทุ่มเทให้หนังเรื่องนี้เสียจนหายไปจากการแสดงในหนังของผู้กำกับคนอื่นๆ อยู่ร่วมสองปี โดยดัดแปลงมาจากหนังสือชีวประวัติของนูเรเยฟอย่าง Rudolf Nureyev: The Life และได้นักเขียนบทชื่อดังอย่าง เดวิด แฮร์ (The Reader, The Hours) มาเขียนบทให้ จับจ้องไปยังชีวิตของนูเรเยฟเมื่อเขาหลบหนีจากสหภาพโซเวียตและออกเดินทางไปสู่ฝรั่งเศส สร้างชื่อและปรากฏการณ์ในโลกตะวันตกอย่างทรงพลัง โดยหนังได้ โอเล็ก อีวานโก นักเต้นบัลเล่ต์อาชีพวัย 22 ชาวรัสเซียมารับบทเป็นนูเรเยฟ ร่วมด้วยนักแสดงหลากสัญชาติทั้งตัวไฟน์สเองซึ่งเป็นคนอังกฤษ, หลุยส์ ฮอฟมันน์ (เยอรมัน), อาเดล เอ็กซาโคปูโลส (ฝรั่งเศส)

“ผมไม่ได้อยากแสดงหนังเรื่องนี้เลยนะ ตอนแรกน่ะ” ไฟน์สกล่าว “แต่คิดว่าถ้าผม -ซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง- แสดงหนังเรื่องนี้ก็คงช่วยเรื่องรายได้หนังนะครับ เลยต้องไปเรียนภาษารัสเซียเพราะในเรื่องต้องพูดด้วย แต่อย่างไรก็ดี ตัวผมเองสนใจวัฒนธรรมและวรรณกรรมของรัสเซียอยู่แล้ว จะมีก็แต่บัลเล่ต์ที่ผมไม่สันทัดเลย ก็เลยต้องไปศึกษาเรื่องนี้เพิ่มด้วย”

หากแต่สิ่งที่จับใจไฟน์สนั้น คือการเดินทางและชีวิตอันสมบุกสมบันของนูเรเยฟ “ชีวิตวัยเด็กของเขา วัยเรียน และการจากโซเวียตมาฝรั่งเศส สำหรับผมแล้วมันสามารถสร้างเป็นหนังได้เลย”

The White Crow มีกำหนดฉายทั่วโลกราวเดือนมีนาคมนี้ และดูท่าจะไปได้สวยทีเดียว หากแต่สิ่งที่น่าจับตาคือโปรเจ็กต์การกำกับชิ้นต่อไปของไฟน์สเองด้วย ว่าความทะเยอทะยานของเขา ที่ผลัดขนจากการเป็นนักแสดงมาสู่การเป็นคนทำหนัง จะออกมาทิศทางไหน และเขาจะนำเสนออะไรใหม่ๆ มาให้พวกเราได้ดูกันอีก

บาคาร่า

คริสเฮมส์เวิร์ธ และ เทสซา ธอมป์สัน ทำหนังมาร์เวลของตัวเอง? เธอเลยมีไอเดียแบบนี้

คริสเฮมส์เวิร์ธ

คริสเฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) และ เทสซา ธอมป์สัน (Tessa Thompson) หลังจากที่ได้เห็นทั้งสองคนประกบคู่กันใน หนัง Thor: Ragnarok ก็ได้เห็นทั้งสองอีกครั้งใน หนัง Men in Black: International ที่เตรียมจะเข้าฉายให้ได้ดูกันทั่วโลกในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

ล่าสุดสองนักแสดงได้เดินสายโปรโมตหนังที่ MTV โดยอัดคลิปตอบคำถามแฟน ๆ ในเรื่องทั่ว ๆ ไป โดยคำถามหนึ่งที่น่าสนใจในคลิปนั้นได้ถามโยงไปยังผลงานในจักรวาลหนังมาร์เวลว่า

ถ้าคุณสองคนมีหนังมาร์เวลทำออกมาเป็นภาคแยกของตัวเอง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ

ซึ่งนักแสดงสาว เทสซา ธอมป์สัน ก็ปิ๊งไอเดียออกมาว่าอยากให้เป็นหนังโรแมนติกคอเมดี ที่จะได้พูดถึงเรื่องราวความรักระหว่าง วัลคีรี และ กัปตันมาร์เวล ที่กำลังมีความสัมพันธ์กันอยู่ในเวลานี้

ขณะที่ คริส เฮมส์เวิร์ธ นึกว่าเป็นธอร์เสียอีกที่กำลังจะมีความสัมพันธ์กับเธอ ทำให้ เทสซา ธอมป์สัน บอกต่อว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่อยากให้หนังออกมาเป็นรักสามเส้า

เรามาทำให้จักรวาลหนังมาร์เวล โอ้ พระเจ้า เรามาทำให้จักรวาลหนังมาร์เวลตื่นเต้นกันสักหน่อยดีกว่า คุณก็รู้ว่าคนเหล่านั้นชอบยุค 90s เราอยู่กับใครล่ะ มันทำออกมาให้เบา ๆ ได้ แบบโรแมนติกคอเมดีเกี่ยวกับพวกเราทั้งสามคน

ถ้าทำหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลออกมาเป็นแนวหนังรักสามเส้าใส่ความเป็นโรแมนติกคอเมดีเข้าไปก็ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นรสชาติใหม่ให้แฟน ๆ ได้ติดตามกันก็ได้นะ

ดูบอลออนไลน์

เดอะร็อค วางแผนสร้าง San Andreas 2 พร้อมกลับมารับบทนำอีกครั้ง โดยผู้กำกับ แบรด เพย์ตัน จะกลับมาทำหน้าที่เดิม

เดอะร็อค

เดอะร็อค วางแผนสร้าง San Andreas 2

เดอะร็อค San Andreas คือหนังฟอร์มยักษ์แห่งปี 2015 ที่พูดถึงหายนะจากเหตุแผ่นดินไหว

และในเมื่อหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างมหาศาล สิ่งที่ตามมาคือแผนสร้างภาคต่อที่ถูกพูดถึงเรียบร้อยแล้ว

โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2016 เว็บไซต์ The Hollywood Reporter รายงานว่า New Line Cinema และเดอะร็อค (Dwayne Johnson) จะร่วมมือกันสร้างหนังภาคต่อ San Andreas 2 โดยคว้าตัวผู้กำกับคนเดิมอย่าง แบรด เพย์ตัน (Brad Peyton) กลับมานั่งแท่นกำกับ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่ารายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่างไร

นอกจาก เดอะร็อค ที่เตรียมกลับมารับบทนำเหมือนเดิมแล้ว หนังเรื่องนี้อาจได้ทีมนักแสดงหน้าเดิมอย่าง คาร์ล่า กูจิโน (Carla Gugino), อเล็กซานดร้า ดาแดริโอ (Alexandra Daddario) และพอล จิอาแม็ตติ (Paul Giamatti) กลับมาอีกครั้ง โดยมีการเปลี่ยนตัวผู้เขียนบทเป็น นีล ไวด์เนอร์ (Neil Widener) และกาวิน เจมส์ (Gavin James) พร้อมเล่าเรื่องราวหายนะที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ความสำเร็จของหนังเรื่อง San Andreas กวาดรายได้จากทั่วโลกกว่า 473 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เล่าความวุ่นวายเมื่อแผ่นดินไหวความรุนแรง 9 ริกเตอร์ ก่อให้เกิดหายนะครั้งร้ายแรงในแคลิฟอร์เนีย เป็นเหตุให้นักบินเฮลิคอปเตอร์และหน่วยกู้ภัยอย่าง เรย์มอนด์ เกนส์ ต้องออกเดินทางร่วมกับอดีตภรรยาไปยังซานฟรานซิสโกเพื่อช่วยลูกสาวของพวกเขา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.kapook.com

เคทดิลลอน รู้จักสาวเท่ เอเชีย ตุลาการแห่งสภาสูงจากหนัง John Wick 3

เคทดิลลอน

เคทดิลลอน (Asia Kate Dillon) สาวเท่ในทรงผมสกินเฮดบาดใจ งานนี้เราจึงขอพาแฟนๆ มารู้จักเธอให้มากขึ้น

เอเชีย เคท ดิลลอน นั้นเป็นชาวนิวยอร์กเกอร์ตั้งแต่เกิด ใครจะรู้ว่าเห็นยังอ่อนเยาว์อย่างนี้ในเดือนพฤศจิกายนก็จะมีอายุครบ 35 ปีแล้ว เจ้าตัวเป็นที่รู้จักการรับเป็น แบรนดี เอปส์ จากซีรีส์คอมเมดี้ดรามาอาชญากรรม Orange Is the New Black (2013) ที่สร้างมาจากชีวิตจริงของนักโทษในเรือนจำ ความสนุกครบรสแล้วยังสะท้อนเรื่องราวของคนรักเพศเดียวกันออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนคว้ารางวัลมามากมาย

และเธอมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นจากการรับบทเป็น เทเลอร์ เมสัน จากซีรีส์ดรามา Billions (2016) ที่ตีแผ่เรื่องราวของในวงการตลาดหุ้นซึ่งเต็มไปด้วยความดุเดือดจากการชิงไหวชิงพริบ สืบหาความจริงและเปิดโปงวงการการเงินได้อย่างครบรส เพราะฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าเธอแจ้งเกิดจากการแสดงซีรีส์เลยก็ว่าได้ และนอกเหนือจากการเป็นนักแสดงและแฟชั่นนิสต้าตัวยง เอเชีย เคท ดิลลอน ยังเป็นผู้สนับสนุนและขับเคลื่อน MIRROR / FIRE Productions ที่มุ่งเน้นสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อสะท้อนสังคมอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

ต่อสู้กับครอบครัวของฉัน ปลุกแรงบันดาลใจในตัวคุณ

ต่อสู้กับครอบครัวของฉัน

ต่อสู้กับครอบครัวของฉัน นั้นเป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของซูเปอร์สตาร์สาว ในแวดวงมวยปล้ำอย่าง WWE โดยตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวของเพจและแซ็คสองพี่น้องคนสนิทที่เกิดมาในครอบครัวมวยปล้ำ โดยทั้งสองเติบโต เรียนรู้เข้าใจในวิถีของกีฬา (และการแสดง) ชนิดนี้เป็นอย่างดี จนกระทั่งวันหนึ่งวิดีโอที่ทั้งสองคนส่งเพื่อไปออดิชั่นได้ไปเข้าตา WWE ซึ่งมาคัดเลือกนักมวยปล้ำหน้าใหม่ถึงประเทศอังกฤษ

ระหว่างที่ออดิชั่น แซ็คพี่ชายของเพจตั้งความหวังเอาไว้สูงมากว่าเขาน่าจะได้รับเลือกในการไปเป็นซูเปอร์สตาร์ใน WWE จนเรียกได้ว่ามันแทบจะเป็นความฝันที่สูงสุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อผลการคัดเลือกออกมากลับกลายเป็นว่า เพจเป็นคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกเข้าโปรแกรมปั้นนักมวยปล้ำหน้าใหม่แต่เพียงผู้เดียว เธอจึงต้องจำใจอำลาครอบครัวและเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อทำตามความฝันของครอบครัว สิ่งที่เพจต้องต่อสู้อย่างหนักไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆคนอื่นๆที่เข้าร่วมโปรแกรม แต่ยังต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเองว่าเธอจะถอดใจทิ้งมันแล้วกลับบ้าน หรือจะสู้ยิบตาเพื่อกลายเป็นดาวจรัสแสงในวงการ WWE

ผลงานการเขียนบทและกำกับของสตีเฟ่น เมอร์ช้านท์ เลือกที่จะหยิบเอาเรื่องของซารายา เบวิส หญิงสาวที่ต่อสู้ภายใต้ชื่อ “เพจ” และครอบครัวสุดโต่งที่หมกมุ่นกับมวยปล้ำของเธอเอามาบอกเล่าให้กับผู้ชมได้รับรู้ ซึ่งจะว่าไปแล้วถ้ามองในแง่ของการตลาด WWE ได้ประโยชน์จากการสร้างหนังครั้งนี้เต็มๆ เพราะผู้ชมทั่วไปที่ไม่แฟนมวยปล้ำอย่าง WWE จะได้มีโอกาสทำความเข้าใจการก้าวเข้าไปเป็น ซูเปอร์สตาร์ บนสังเวียนมวยปล้ำได้เช่นกัน

คนดูจะได้เห็นการเดินทางของคนมีฝัน ความผิดหวัง ความมุมานะ และความพยายามที่จะนำพาใครสักคนก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดที่ไฟสปอตไลท์จะฉายแสงลงมาหาพวกเขาหรือเธอบนเวที หนังเรื่องนี้ไม่แตกต่างอะไรจากหนังในกลุ่ม “ตัวละครตะกายฝัน” แต่วิธีการบอกเล่าเรื่องราวในหนังเรื่องนี้จัดได้ว่าอบอุ่น ตัวละครมีแง่มุมในชีวิตที่น่าเอาใจช่วย และเหนืออื่นใดคือฟลอเรนซ์ พิว ผู้รับบทเป็นเพจ สามารถโอบอุ้มบทของเธอและหนังทั้งเรื่องอย่างเปี่ยมเสน่ห์จนคนดูไม่อาจจะละสายตาได้ แม้ว่าเธอจะถูกเรียกว่าเป็น “อีผี” อยู่ในหนังอยู่บ่อยครั้ง แต่การแสดงแบบเข้าถึงบทบาท ตัวละครมีความครุ่นคิดและมีอะไรอยู่ในดวงตาของเธออยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้ตัวละครที่เธอสวมบทอยู่ “น่าเชื่อ” และทำให้เราอยากจะเอาใจช่วยเธออยู่ตลอดเวลา

เหนืออื่นใดคือ Fighting with My Family เป็นหนังที่พร้อมจุดไฟแห่งความฝันในชีวิตของผู้ชมให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เราจึงอยากแนะนำคุณผู้ชมที่กำลังท้อแท้ในชีวิต อยากหาหนังสักเรื่องที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ แนะนำหนังเรื่องนี้เลยครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

Wolf Warrior 2 หนังดีของจีน ภาคต่อของหนังแอ๊คชั่นในปี ค.ศ.๒๐๑๕

Wolf Warrior 2

Wolf Warrior 2 หลังจากครึ่งปีที่ผ่านมาหนังจากประเทศจีนไม่ได้สร้างสถิติหวือหวาเหมือนปีที่ผ่านๆ มา ปล่อยให้ The Fate of The Furious ภาคต่อของหนัง

Wolf Warrior 2 รถเรื่องดังทำเงินในจีนไปเป็นอันดับ ๑ เดือนที่ผ่านมาก็เกิดหนังจีนที่ทำเงินอย่างถล่มทลายจนทำลายสถิติต่างๆ เป็นประวัติการณ์ได้อีกครั้ง

Wolf Warrior 2 เข้าฉายเมื่อ ๒๗ กรกฎาคมที่ผ่านมา และใช้เวลาเพียง ๑๒ วัน ก็สามารถทำเงินกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของจีนด้วยรายได้ถึง ๕๒๑ ล้านเหรียญฯ หรือ ๓,๕๐๐ ล้านหนวน เฉพาะในประเทศเท่านั้น แซงสถิติที่เคยทำไว้เมื่อปีก่อนของ Mermaid หนังตลกแฟนตาซีของ โจวซิงฉือ ไปได้อย่างสบายๆ (๕๒๐ ล้านเหรียญฯ) รายได้ดังกล่าวยังสูงกว่าหนังทำเงินสูงสุดในปีนี้ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Beauty and The Beast เสียอีก(หนังรีเมคอนิเมชั่นกลายเป็นคนแสดงเรื่องดังกล่าวทำเงินเฉพาะในสหรัฐอเมริกาไป ๕๐๔ ล้านเหรียญฯ) ปัจจุบันหนังทำเงินไปแล้วถึง ๘๓๘ ล้านเหรียญฯ แม้ในตลาดโลกจะทำเงินเพียงน้อยนิด แต่ในตลาดหนังประเทศเดียว(ไม่รวมรายได้จากตลาดทั่วโลก) นี่คือหนังที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ ๒ ของโลก เอาชนะ Titanic และ Avatar เป็นรองเพียง Star Wars: The Force Awakens (๒๐๑๕ – ทำรายได้ในสหรัฐอเมริกา ๙๓๖ ล้านเหรียญฯ)

ด้วยรายได้ดังกล่าวทำให้หนังติดอันดับหนึ่งร้อยหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลโดยนับเป็นหนังที่สร้างนอกฮอลลีวู้ดเรื่องเดียวในทั้งหมดร้อยเรื่อง และประกาศเตรียมสร้างภาคสามต่อแล้ว

มันเป็นภาคต่อของหนังแอ๊คชั่นในปี ค.ศ.๒๐๑๕ ที่ใช้ทุนสร้าง ๓๐ ล้านเหรียญฯ i99bet เท่านั้นว่าด้วย เหลงเฟิง(อู๋จิง) ภาคนี้เล่าเหตุการณ์ต่อจากภาคก่อนหลังจากทหารหน่วยพิเศษได้ไปปราบปรามขบวนการค้ายาในเขตซินเจียง ภาคนี้เหลงเฟิงได้เข้าไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ผลิตยารักษาโรคให้รอดพ้นจากการโจมตีของกองกำลังฝ่ายกบฎ และผู้ค้าอาวุธสงครามในแอฟริกาใต้ ภาคแรกนั้นทำเงินไปไม่น้อยเลย(๘๙ ล้านเหรียญฯ) แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าหนังภาคต่อที่แม้จะได้คำวิจารณ์ที่ดีกว่าจะทำเงินไปไกลมากถึงขั้นนี้

ต่อไปนี้คือเหตุผลที่ Wolf Warrior 2 ประสบความสำเร็จ และตลาดหนังจีนยังคงรุ่งโรจน์เข้าสู่โอกาสที่จะกลายเป็นตลาดหนังที่ใหญ่ที่สุดของโลก ผิดกับตลาดหนังในสหรัฐอเมริกาที่ซบเซาเพราะการแข่งขันเชิงรุกจากบริการดูหนังแบบสตรีมมิ่ง

Wolf Warrior 2

เพราะมันเป็นหนังปลุกใจชาวจีนที่ไร้คู่แข่ง
ทุกๆ ปีหนังในประเทศจะมีการผลิตหนังที่มีแนวคิดชาตินิยมปลุกใจคนในประเทศอยู่ทุกปี แต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหนังในประเทศยังไม่มีหนังแนวนี้ที่โดดเด่นออกฉายสักเรื่อง ส่วนใหญ่หนังที่ดังๆ เป็นหนังแฟนตาซี หนังตลก หรือหนังแอ๊คชั่นปนตลกทั้งสิ้น อีกทั้งที่ผ่านมายังไม่มีหนังเรื่องไหนในประเทศที่สามารถทำเงินได้น่าพอใจนับตั้งแต่ช่วงตรุษจีน คนดูกำลังรอหนังที่มีคุณภาพและสร้างความบันเทิงให้ได้ การมา Wolf Warrior 2 จึงกลายเป็นหนังแนวนี้ที่เข้าฉายโดยไร้คู่แข่ง
เพราะมันแสดงภาพลักษณ์อันเกรียงไกรของกองทัพจีน
หลู่เผิง นักวิจัย ด้านภาพยนตร์และวัฒนธรรมของ Shanghai Academy of Social Sciences กล่าวว่าเหตุผลสำคัญที่หนังประสบความสำเร็จเพราะมันจับประเด็นชาตินิยมที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวจีน เพราะในขณะที่หนังชาตินิยมแบบเดิมมักเล่าเรื่องราวในประวัติศาสตร์ย้อนยุค หนังแอ๊คชั่นเรื่องนี้กลับอิงกับเหตุการณ์ในช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งตัวเอกแสดงให้เห็นถึงฝีมือของหน่วยรบ และความเกรียงไกรของกองทัพชาวจีนที่เข้าถึงได้มากกว่าเรื่องราวของคนยุคก่อน อีกทั้งหนังยังเข้าฉายในช่วงครบรอบ ๙๐ ปีของการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนในประเทศจีนอีกด้วย
เพราะมันมีความบันเทิงด้วยฉากแอ๊คชั่นที่ยอดเยี่ยม
หนังได้รับคำชมในส่วนของฉากแอ๊คชั่นที่ได้มาตรฐานทัดเทียมฮอลลีวู้ดจากทีมงานระดับสกาล ไม่ว่าจะเป็นกำกับฉากต่อสู้โดย แซม ฮาร์กรีฟส์ และ ออกแบบท่าต่อสู้โดย อารอน โทนี่ย์(Captain America: Civil War) และเทคนิคพิเศษด้านภาพโดย ไรอัน ดี.โรเมโร่(Spider-Man: Homecoming) รวมถึงมันยังแสดงโดย อู๋จิง แอ๊คชั่นสตาร์อายุ ๔๓ ปี ที่เล่นหนังมา ๒๐ ปี เขาคือหนึ่งในเด็กปั้นของ ฉีเคอะและหยวนวูปิงแต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในบทนำจริงๆ สักครั้ง เพิ่งจะมี Wolf Warrior ภาคแรกนั่นเองที่ทำเงินในจีน จึงรับประกันได้ถึงการแสดงบทแอ๊คชั่นที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ดาราที่โด่งดังกว่าอย่าง เฉินหลง หรือ ดอนนี่ เยน โดยงานชิ้นนี้ยังเป็นงานกำกับของเขาเองอีกด้วย
เพราะมันแสดงถึงฮีโร่แบบปัจเจก
หยู่ยู่ซาน รองผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารของ Dadi Film Group กล่าวว่าหนังสร้างควมประทับใจให้กับผู้ชมเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หนังในประเทศสร้างฮีโร่ที่ราวกับมาจากหนังฮอลลีวู้ดได้สำเร็จ “ภาพลักษณ์ของประเทศจีนในทั่วโลกต่างไปจากเดิมแล้วครับ และผู้คนรู้สึกได้ถึงเรื่องนี้จริงๆ” เขาเสริมว่าในอดีตหนังแนวชาตินิยม มักเน้นเรื่องความสามัคคีหรือร่วมแรงร่วมใจกัน(และมักหนีไม่พ้นการถูกครหาว่าเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น The Founding of a Republic ในปี ค.ศ.๒๐๐๙) แต่ Wolf Warrior 2 ต่างออกไป มันเป็นหนังที่แสดงความเป็นฮีโร่แบบปัจเจก เช่นเดียวกับชาวจีนที่มีลักษณะมีรูปแบบชีวิตดังกล่าวมากขึ้น และเติบโตพอจะรับรู้ถึงมุมมองนี้แล้ว
เพราะทำเงินในเมืองเล็กได้ด้วย
ไม่ใช่แค่สร้างปรากฎการณ์ทำเงินเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ อย่างปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ แต่ในเมืองเล็กๆ ยังทำเงินได้ดีมากอีกด้วย ซึ่งหยู่ยู่ซาน ให้เหตุผลว่า “คนในเมืองเล็กๆ ดูหนังฮอลลีวู้ดสไตล์ฮีโร่ข้ามาคนเดียวไม่มากนัก และพอเป็นในประเทศก็ช่วยดึงดูดความสนใจมากขึ้น”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sarakadee.com…

รีวิวอวสาน โมเอะ เล่าเรื่องที่แสนขัดแย้งกัน น่ารัก เลือดสาด มันอาร์ตมาก

รีวิวอวสาน โมเอะ คือหนังญี่ปุ่นที่สร้างนิยาย เล่าเรื่องที่แสนขัดแย้งกัน มีแต่สาวคาวาอี้สุดโมเอะแต่ถูกฆาตกรรมสุดสยอง

รีวิวอวสาน โมเอะ เรื่องแสนงุนงงทั้งเรื่อง และดนตรีประกอบสุดเพราะ ห่างหายจากโรงหนังไปหลายวัน ได้เวลาเข้าโรงหนังอีกแล้ว สัปดาห์มีโอกาสดีๆ ได้ไปรับชมหนังที่นับว่าประหลาดโลกและน่าดูสุดๆ ในเวลาเดียวกัน เมื่อตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า พล็อตของหนังคือการมีเด็กสาวๆ ชาวญี่ปุ่นน่ารักๆ ปรากฏอยู่ในนั้น แต่ขัดแย้งกับภาพที่โหดสุดๆ เลือดสาดกระจายเต็มจอ แต่ไม่รู้หรอกว่า ที่มาที่ไปมันเป็นยังไง แต่ตัวอย่างอันนั้นก็ทำให้เรารู้สึกไปแล้วว่า “อยากดูมากๆ”

Tag อวสาน…โมเอะ

ใช่แล้ว วันนี้ ได้เข้าโรงหนังไปดู Tag (อวสาน…โมเอะ)’ หนังญี่ปุ่น ที่ช่างมีพล็อตที่เฉพาะตัว ที่ไม่น่าจะมีชาติใดคิดพล็อตแบบนี้ ส่วนผสมแบบนี้ได้ นอกจากญี่ปุ่น ชาติที่เต็มไปด้วยสาวๆ สายพันธุ์โมเอะ เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมหนังสือการ์ตูนที่มีขนาดใหญ่มาก มากพอจะคิดสร้างพล็อตประหลาดโลกออกมาได้

และทำไมหนังญี่ปุ่นจะมีลักษณะแบบนั้นบ้างไม่ได้

รีวิวอวสาน โมเอะ

สร้างมาจากนิยายชื่อ ‘Riaru Onigokko’ ของ Yusuke Yamada

เรื่องย่อหนัง อวสาน…โมเอะ’
หนังเรื่องนี้ จะว่าไปแล้วการเล่าเรื่องย่อช่างเป็นอะไรที่ยากมาก ด้วยเพราะถ้าเล่ากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ดูท่าจะเป็นการสปอยล์หนังเป็นแน่แท้ เพราะฉะนั้น จึงต้องเล่ากันแบบผิวเผินไม่พยายามแตะอะไรโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นเรื่องย่อรึเปล่านะ

เรื่องราวที่เกิดกับเด็กสาวคนหนึ่ง ที่ไปเจอเอากับเหตุการณ์ประหลาด เมื่อเพื่อนๆ ของเธอถูกฆาตกรรมคร่าชีวิตไปอย่างแปลกประหลาด ที่ประหลาดแล้วก็ประหลาดอีก เมื่อโลกที่เธอได้พบเจอนั้น ไม่ได้มีผู้ชายเลยสักคน และมีแต่กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วจนเธอจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าอะไรมันคืออะไร

เหตุการณ์อันน่าฉงนนั้นเกิดขึ้นกับ มิตซูโกะ (รับบทโดย Reina Triendl/เรนะ ทรินเดิล จาก Ju-On: Beginning of the End) ที่กลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในเหตุภัยจากลมมรณะ ก่อนที่จะวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปเจอกับโรงเรียนแห่งใหม่ และต้องประหลาดเมื่อเพื่อนๆ รู้จักเธอ

รีวิวอวสาน โมเอะ

แต่เธอกลับไม่รู้จักใคร

ซึ่งมันไม่ใช่แค่นั้นหรอก เพราะไม่นาน พวกเธอต้องหลบหนีภัยครั้งใหม่อย่างหัวซุกหัวซุนอีกครั้ง โดยที่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องราวมันมีที่มาที่ไปยังไง

แค่นั้นมันยังไม่พอ เมื่อมันยังมีเรื่องของ เคโกะ (Mariko Shinoda/มาริโกะ ชิโนดะ สาวน้อยไอดอลจากวง AKB48) หญิงสาวที่กำลังเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่มผู้ที่เธอยังไม่รู้จักหน้าค่าตา และ อิซึมิ (Erina Mano/เอรินะ มาโนะ นักร้องเพลงป็อปที่เคยอยู่ในวง Hello! Project) สาวนักวิ่งที่รายล้อมด้วยเพื่อนฝูงมากมายที่มาให้กำลังใจเธอ

และเราต้องตามหากันว่า พวกเขาต่างมีจุดร่วมกันอย่างไร และอะไรคือเบื้องหลังของเหตุแปลกประหลาดเลือดสาดดังกล่าว

วิจารณ์หนัง รีวิวหนัง  อวสาน…โมเอะ’
นานๆ เราจะได้เห็นพล็อตและการดำเนินเรื่องที่เท่ ขัดแย้ง และประหลาดเช่นนี้ ก็จะลองแยกย่อยเป็นข้อๆ เอาก็แล้วกัน

สาวน่ารักเยอะมากกกก
ขึ้นชื่อพาดหัวมาซะเช่นนี้ “อวสาน…โมเอะ” มันย่อมต้องมีสาวญี่ปุ่นน่ารักๆ อยู่ในหนังเต็มเรื่องอยู่แล้ว และเราก็พบว่า ทั้งเรนะ ทรินเดิล, มาริโกะ ชิโนดะ และเอรินะ มาโนะ ต่างก็ทำหน้าที่ตัวละครโมเอะของตัวเองได้อย่างเต็มที่ แถมยังน่ารักเกินร้อย เพราะแต่ละคนต่างก็มีดีกรีรับประกันความน่ารักกันมาคนละอย่าง

รีวิวอวสาน โมเอะ

โปสเตอร์ เวอร์ชั่นไทย  อวสาน…โมเอะ โปสเตอร์ เวอร์ชั่นญี่ปุ่น Tag อวสาน…โมเอะ

หลายฉากในหนังก็พยายามจะเซอร์วิสหนุ่มๆ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะฉากที่โชว์ชุดชั้นในนั่นไงครับท่าน

ดนตรีประกอบสุดเพราะ
จุดที่โดดของหนังเรื่องนี้ที่เห็นและได้ยินอย่างเด่นชัด คือ ดนตรีประกอบ ที่บางครั้งก็เป็นดนตรีสไตล์เร่งเร้าผสมผสานเครื่องสายสร้างอารมณ์หลอนระทึกได้พอประมาณ แต่บางคราวก็หันมาผ่อนคลายแบบเพราะพริ้งกับเสียงบรรเลงของกลอง-กีตาร์-เบส จนรู้สึกได้ว่า หนังเรื่องนี้ พาร์ทของดนตรีประกอบนั้น “จ๊าบมาก”

เท่าที่ดูจากเครดิต น่าจะมีผลงานของ MONO และ GLIM SPANKY คงต้องลองไปหามาฟังกันดู

พล็อตประหลาดโลกที่เปิดให้ตีความ
หนังเริ่มต้นก็เข้าเรื่องอย่างรวดเร็วด้วยการที่สร้างความงุนงงแกมรุนแรงฟุ้งคาวเลือดให้กับผู้ชม โดยไม่ได้บอกอะไรกับพวกเรามากนัก แถมยังไม่อาจจะคาดเดาอะไรได้เลยอีกต่างหาก ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น แถมยังไม่รู้เลยด้วยว่าอะไรมันเป็นอะไร ทำไมตัวละครต้องพบเจอกับสิ่งเหล่านั้น

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป หนังก็เริ่มจะเริ่มจะบอกข้อมูลเรามากขึ้น แต่ก็เหมือนเดิม ยังคงสาดใส่สสารแห่งความงุนงงให้เราอยู่เช่นเคย ข้อมูลที่เข้ามาใหม่เหมือนจะช่วยให้เรารู้เพียงเลาๆ แต่ไม่อาจจะกระจ่างอะไรได้ จนผ่านไปถึงตอนท้ายของเรื่อง

ระหว่างทางหนังเหมือนสอดแทรกข้อความอะไรบางอย่างเข้ามาแบบซ้ำๆ เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ แต่ไม่อยากให้เรารับรู้ ให้เรางงกันไปถึงตอนจบ หนังอาจจะอยากพูดถึงการเหยียดเพศที่บังเกิดในสังคมโดยเฉพาะในสังคมญี่ปุ่น อาจจะอยากพูดถึงการตายแล้วเกิดใหม่ที่ไม่เคยรู้จบ อาจพูดถึงตัวตน พูดถึงชีวิตคนที่ถูกชักนำด้วยสิ่งต่างๆ ซึ่งก็เหมือนจะมีอีกหลายอย่างที่ชักชวนให้ขบคิดกันต่อว่า จริงๆ แล้วหนังจะบอกอะไรกับเรากันแน่

ชีวิตเหมือนความฝัน อย่าให้มันกลืนกินเรา

———————————-

ชื่อภาพยนตร์: Tag Riaru onigokko / อวสาน…โมเอะ
ผู้กำกับภาพยนตร์: ชิอน โซโนะ/Shion Sono
ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Yusuke Yamada (based on the original story by), Shion Sono
นักแสดงนำ: Reina Triendl, Mariko Shinoda, Erina Mano, Mao Aso, Sayaka Isoyama
แนว/ประเภท: Horror
ความยาว: 85 นาที
เรท: ไทย/น18+ , MPAA/
ประเทศ: ญี่ปุ่น
สัดส่วนภาพ: วันเข้าฉายในประเทศไทย: 5 พฤศจิกายน 2558
ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย/สตูดิโอ: Asmik Ace Entertainment, NBCUniversal Entertainment, Sedic Deux, Mono Film

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.patsonic.com…